รีวิว Legend (1985)

Legend (1985) เลเจนด์ ศึกอภินิหาร ดินแดนมหัศจรรย์

หนังประเทศ: สหราชอาณาจักร / สหรัฐอเมริกา

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่ออังกฤษ: Legend
  • ชื่อไทย: เลเจนด์ ศึกอภินิหาร ดินแดนมหัศจรรย์
  • ปีที่ฉาย: 1985
  • แนว: แฟนตาซี / ผจญภัย / โรแมนติก
  • ผู้กำกับ: Ridley Scott
  • เขียนบท: William Hjortsberg
  • นักแสดงนำ: Tom Cruise, Mia Sara, Tim Curry, David Bennent, Alice Playten
  • ความยาว: 94–114 นาที (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันที่รับชม)
  • เรตติ้ง: PG
  • จุดเด่น: ภาพยนตร์แฟนตาซีคลาสสิกที่โดดเด่นด้วยงานสร้างสุดอลังการ ฉากเทพนิยายที่งดงาม และการแสดงอันน่าจดจำของ Tim Curry ในบทจอมปีศาจ Darkness

ข้อมูลเบื้องต้น

Legend เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ออกฉายในปี 1985 กำกับโดย Ridley Scott ผู้กำกับชื่อดังจากผลงานอย่าง Alien และ Blade Runner โดยเรื่องนี้ถือเป็นความพยายามของเขาในการสร้างโลกแฟนตาซีในรูปแบบเทพนิยายที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว

ภาพยนตร์เล่าเรื่องในโลกแห่งจินตนาการที่ธรรมชาติและเวทมนตร์ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยมี “ยูนิคอร์น” เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความสมดุลของโลก เมื่อพลังแห่งความมืดต้องการครอบครองทุกสิ่ง ความสงบสุขจึงถูกคุกคาม และฮีโร่หนุ่มต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกอบกู้โลก

แม้ในช่วงเข้าฉายภาพยนตร์จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้เท่าที่คาดหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป Legend กลับได้รับการยกย่องในฐานะภาพยนตร์แฟนตาซีระดับคัลต์ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านงานออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย และการแต่งหน้าตัวละครที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยอย่างมาก

นอกจากนี้ Legend ยังเป็นหนึ่งในผลงานยุคแรกของ Tom Cruise ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และยังเป็นภาพยนตร์ที่หลายคนจดจำจากการปรากฏตัวของ Tim Curry ในบทวายร้ายที่โดดเด่นที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังแฟนตาซี

เรื่องย่อ

ในดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ เวทมนตร์ และสิ่งมีชีวิตลี้ลับ Jack หนุ่มผู้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ตกหลุมรักเจ้าหญิง Lily หญิงสาวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น

วันหนึ่ง Lily ได้เดินทางเข้าสู่ป่าต้องห้ามและได้พบกับยูนิคอร์นอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยความไร้เดียงสาและความประมาทของเธอ ทำให้เหล่าพรานของ Darkness จอมปีศาจแห่งความมืดสามารถตามรอยและลอบโจมตียูนิคอร์นได้สำเร็จ

เมื่อยูนิคอร์นถูกทำร้าย โลกทั้งใบเริ่มสูญเสียความสมดุล ความหนาวเย็นเข้าปกคลุมแผ่นดิน แสงสว่างค่อย ๆ หายไป และพลังแห่งความมืดเริ่มแผ่ขยาย

Jack ต้องร่วมมือกับเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งป่า ทั้งภูต ตัวคนแคระ และเพื่อนร่วมทางอีกหลายคน เพื่อช่วยเหลือ Lily และหยุดยั้ง Darkness ก่อนที่โลกจะจมอยู่ในความมืดตลอดกาล

บทความรีวิว

Legend เป็นภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือนนิทานแฟนตาซีที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามที่สุดเรื่องหนึ่งของยุค 1980 แม้เนื้อเรื่องจะเรียบง่ายและมีโครงสร้างแบบเทพนิยายดั้งเดิม แต่สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่นคือการสร้างโลกแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเสน่ห์อันน่าหลงใหล

Tom Cruise ในบท Jack แสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของฮีโร่หนุ่มผู้กล้าหาญ แม้บทบาทนี้จะยังไม่ซับซ้อนเท่าผลงานในยุคหลัง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงพลังของนักแสดงที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการ

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ขโมยทุกฉากไปจากนักแสดงคนอื่นคือ Tim Curry ในบท Darkness การแต่งหน้าของตัวละครนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหนึ่งในวายร้ายที่น่าเกรงขามและมีภาพลักษณ์น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แฟนตาซี

หนังไม่ได้มุ่งเน้นการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่เลือกใช้ภาพ เสียง และบรรยากาศเพื่อพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยาย ทำให้การรับชม Legend คล้ายกับการเปิดหนังสือนิทานเล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และความฝัน

แม้ผู้ชมบางส่วนอาจรู้สึกว่าเนื้อเรื่องตรงไปตรงมาเกินไป แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟนตาซีแบบคลาสสิก หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นผลงานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและยากจะลอกเลียนแบบ

ตัวละครสำคัญ

Jack เป็นฮีโร่ของเรื่อง ชายหนุ่มผู้มีความผูกพันกับธรรมชาติ เขาเป็นตัวแทนของความกล้าหาญ ความบริสุทธิ์ และความเสียสละในการปกป้องโลกจากความมืด

Princess Lily เป็นเจ้าหญิงผู้มีจิตใจดีงาม แต่ความอยากรู้อยากเห็นของเธอกลับนำไปสู่เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ ตัวละครนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาและการเติบโตทางจิตใจ

Darkness คือจอมปีศาจแห่งความมืด ผู้ต้องการกำจัดแสงสว่างและครอบครองโลก เขาเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นที่สุดในวงการภาพยนตร์

Gump เป็นผู้นำของเหล่าภูตในป่า ผู้คอยช่วยเหลือ Jack ในภารกิจครั้งสำคัญ

Brown Tom และ Oona เป็นตัวละครจากโลกแห่งภูตพรายที่ช่วยเพิ่มทั้งความสนุก ความอบอุ่น และสีสันให้กับเรื่องราว

สปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ

หลังจากยูนิคอร์นตัวผู้ถูกสังหาร Darkness สามารถครอบครองเขาของยูนิคอร์นและเริ่มทำให้โลกตกอยู่ในฤดูหนาวอันเป็นนิรันดร์

Lily ถูกล่อลวงเข้าสู่อาณาจักรของ Darkness และเกือบจะยอมรับพลังแห่งความมืดด้วยความหลงใหลในอำนาจและความงดงามที่ปีศาจสร้างขึ้น

Jack และพรรคพวกบุกเข้าไปยังปราสาทของ Darkness เพื่อช่วยเหลือ Lily และนำเขายูนิคอร์นกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ในการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย Jack ใช้แสงอาทิตย์เป็นอาวุธสำคัญต่อสู้กับ Darkness เพราะพลังแห่งความมืดไม่สามารถต้านทานแสงสว่างได้

เมื่อ Darkness พ่ายแพ้ โลกกลับคืนสู่ความสมดุล ยูนิคอร์นได้รับการฟื้นฟู และฤดูหนาวที่ปกคลุมโลกก็สิ้นสุดลง Jack และ Lily ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยความหวัง

ธีมและประเด็นของภาพยนตร์

Legend นำเสนอการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วในรูปแบบเทพนิยายคลาสสิก โดยใช้แสงสว่างและความมืดเป็นสัญลักษณ์หลักของเรื่อง

หนังยังพูดถึงความไร้เดียงสาและผลลัพธ์ของการตัดสินใจ แม้การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบได้

อีกประเด็นสำคัญคือการเติบโตของตัวละคร Lily ที่ต้องเรียนรู้ว่าความงดงามภายนอกและอำนาจอาจเป็นสิ่งล่อลวงที่อันตราย

นอกจากนี้ หนังยังสะท้อนแนวคิดว่าธรรมชาติ ความสมดุล และความบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการปกป้องจากความโลภและความมืดในจิตใจมนุษย์

การวิเคราะห์เชิงลึก

ยูนิคอร์นในเรื่องเป็นมากกว่าสัตว์วิเศษ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความหวัง และความสมดุลของธรรมชาติ การโจมตียูนิคอร์นจึงเปรียบเสมือนการทำลายความดีงามในโลก

Darkness เป็นตัวแทนของความปรารถนา ความโลภ และแรงกระตุ้นด้านมืดที่มีอยู่ในทุกชีวิต เขาไม่ได้ต้องการเพียงครองโลก แต่ต้องการทำลายทุกสิ่งที่เป็นแสงสว่างและความบริสุทธิ์

Lily เป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับการล่อลวงจากอำนาจและความต้องการส่วนตัว ขณะที่ Jack เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ต่ออุดมคติ

ภาพยนตร์สะท้อนแนวคิดแบบเทพนิยายยุโรปดั้งเดิม ที่ความมืดและความสว่างไม่ได้เป็นเพียงพลังภายนอก แต่ยังเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละครทุกคน

องค์ประกอบภาพและงานสร้าง

จุดแข็งที่สุดของ Legend คือการออกแบบงานสร้างอันน่าทึ่ง ป่าไม้ในเรื่องถูกสร้างขึ้นในสตูดิโอขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้ดูเหมือนโลกแห่งเวทมนตร์จริง ๆ

การแต่งหน้าของ Tim Curry ในบท Darkness ถือเป็นผลงานระดับตำนาน ด้วยเขาขนาดใหญ่ ผิวสีแดง และรูปลักษณ์ที่ทั้งน่ากลัวและทรงพลัง

เครื่องแต่งกาย ฉาก และสิ่งมีชีวิตแฟนตาซีต่าง ๆ ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันจนกลายเป็นมาตรฐานของหนังแฟนตาซีหลายเรื่องในเวลาต่อมา

ดนตรีประกอบมีสองเวอร์ชันที่เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะเวอร์ชันสหรัฐอเมริกาที่ใช้ผลงานของวง Tangerine Dream ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศลึกลับและเหนือจริงให้กับภาพยนตร์

เบื้องหลังการสร้าง

Ridley Scott ต้องการสร้างภาพยนตร์แฟนตาซีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านและตำนานยุโรป โดยเน้นงานภาพเป็นหัวใจหลักของการเล่าเรื่อง

ระหว่างการถ่ายทำ ทีมงานได้สร้างฉากป่าขนาดมหึมาขึ้นภายในสตูดิโอ Pinewood Studios ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากแฟนตาซีที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น

Tim Curry ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อแต่งหน้าเป็น Darkness แต่การแสดงของเขากลับได้รับคำชมอย่างล้นหลามและกลายเป็นภาพจำของหนัง

แม้ภาพยนตร์จะเผชิญปัญหาในการตัดต่อและมีหลายเวอร์ชันออกฉาย แต่ก็ยังได้รับการยอมรับในเวลาต่อมาว่าเป็นผลงานแฟนตาซีที่มีเอกลักษณ์สูง

ความสำเร็จของภาพยนตร์

แม้ Legend จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในช่วงเข้าฉาย และต้องแข่งขันกับภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่อีกหลายเรื่องในยุคเดียวกัน แต่หนังได้รับการชื่นชมอย่างมากในด้านงานศิลป์และการออกแบบภาพ

เมื่อเวลาผ่านไป ภาพยนตร์ได้รับสถานะเป็นหนังคัลต์คลาสสิก และถูกค้นพบโดยผู้ชมรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

Darkness ของ Tim Curry มักถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในวายร้ายแฟนตาซีที่ดีที่สุดตลอดกาล ขณะที่งานสร้างของเรื่องก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานด้านศิลป์ที่งดงามที่สุดของยุค 1980

ปัจจุบัน Legend ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความรักจากแฟนหนังแฟนตาซีทั่วโลก และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่ภาพยนตร์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานฉากจริง และเทคนิคพิเศษแบบดั้งเดิมในการสร้างโลกแห่งจินตนาการ

 

Author: xammer

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *